2011/May/06

CAUTION!
ACHTUNG!
***เอนทรี่นี้ เป็นเพียงเรื่องราวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ไม่ได้แทนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยทั้งหมดค่ะ****

กว่าจะเริ่มอยากเขียนอะไรแบบนี้ ก็เล่นเอาเรากลายเป็นนิสิตชั้นปีสุดท้ายไปซะแล้ว สายไปไหมนี่ ^ ^
ต้องมานั่งนึกย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตอนที่ติดคณะอักษรศาสตร์ (ใครอยากรู้ว่าเราตอนนั้นเป็นยังไงเปิดไปดูเอนทรี่เก่าๆ ได้นะคะ )

วันนี้ตอนนั่งรถไฟฟ้ามาฝึกงานที่เอกมัย ก็เห็นคนใส่เสื้อสีชมพูกันเยอะจัง  ถึงได้นึกได้ว่า อ้อออ....
วันนี้มันวัน CU FIRST DATE นี่นา!!!!

เลยมีความคิดว่า เขียนบล็อกเกี่ยวกับอีเวนท์ต่างๆที่เด็กๆจะได้เจอในรั้วจามจุรีดีกว่า ^ ^
(อนึ่ง เจ้าของบล็อกเป็นนิสิตคณะอักษรศาสตร์ ดังนั้นจะกล่าวถึงอีเวนท์ต่างๆของคณะอักษรศาสตร์ไปด้วยนะคะ
อสอง หัวข้อสีชมพู เป็นอีเวนท์กลางของมหาวิทยาลัย  หัวข้อสีเทา เป้นอีเวนท์ของคณะอักษรศาสตร์
เอางี้แล้วกันเนอะ คนที่ไม่ได้อยู่คณะเดียวกับปอรั่วจะได้ไม่ต้องอ่านบางอันค่ะ)
อสาม  เอนทรี่นี้เขียนไว้ตั้งแต่เมื่อวาน แต่เพิ่งเสร็จวันนี้ง่ะ T T ชีวิตสาวออฟฟิศฝึกหัดยุ้งยุ่ง


CU FIRST DATE
อ่ะนะ... จะเขียนถึงอีเวนท์นี้ก็สายไปแล้วใช่ไหม... เพราะเด็กๆก็คงไปเดินเที่ยวจนกลับบ้านกลับช่องมากันหมดแล้ว ฮิๆ

สำหรับงานนนี้ โดยส่วนตัวปอรั่วคิดว่า... ไม่ค่อยมีอะไรนะ ไปรับเอาความประทับใจแรกพบกับคณะและมหาวิทยาลัยในวันแรกเฉยๆ

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว (นานเหลือเกิน...) เจ้าของบล็อกไปตั้งแต่ไก่โห่ ก่อน 8 โมงแน่ะ ไปถึงแล้วพี่ๆก็พาไปสักกาะรพระบรมรูป 2 รัชกาล หลังจากนั้นก็พากลับมาที่ซุ้มคณะ  ให้สายสะพายนางงามที่เขียนตัวใหญ่เบ้อเริ่มว่า "คณะอักษรศาสตร์" แล้วก็ล้อมวงเต้นขำๆให้ดู  เฮฮา สนุกสนานดีค่ะ

แต่มีเหตุการณ์อย่างเดียวที่ประทับใจไม่รู้ลืมคือ  ทุกซุ้มกำลังโหวกเหวกเจี๊ยวจ๊าวกันอยู่  แล้วพอเพลงมหาจุฬาลงกรณ์ดังขึ้น  เสียงเจี๊ยวจ๊าวจากซุ้มทุกซุ้มเงียบลงพร้อมกัน  แล้วพี่ๆทุกคนก็พร้อมใจกันร้องเพลงนี้ 


ตอนนั้นตัวเจ้าของบล็อกยังร้องเพลงนี้ไม่ได้ แต่ก็รู้สึกขนลุกเลยล่ะค่ะ


เพลงแค่เพลงเดียวนี่ทำให้คนเป็นร้อยๆที่โหวกเหวกอยู่เงียบลงได้ภายใน 3 วินาทีนี่  ต้องเป็นเพลงที่ศักดิ์สิทธิ์แล้วก็น่าภาคภูมิใจมากแน่ๆเลยเนอะ ^ ^



กิจกรรมหลักอื่นๆของวันนี้ก็คือ  ให้พี่ๆมาหลอกน้องๆให้ซื้อของ  ของส่วนใหญ่... ไม่สิ  ทั้งหมด  เท่าที่สรุปได้ก็มีอยู่ไม่กี่อย่างคือ เสื้อจุฬา สมุด กางเกงเล 

เสื้อโดยมากจะเขียนว่า "ติดจุฬาแล้ว" "ชั้นเป้นนิสิตจุฬา"  หรือไม่ก็มีคำว่า "พระเกี้ยว" หรือ ตราพระเกี้ยวเป็นองค์ประกอบบนเสื้อ...


(โดยส่วนตัว ปอรั่วไม่ค่อยปลื้มเสื้อที่ "จุฬานิยม" มากเกินไป ประเภทว่า "ขำๆ ก็แค่ติดจุฬา" "หลับตาอ่านหนังสือก็ติดจุฬา" อะไรประมาณนี้  แต่ถ้าเป็นเสื่อลายน่ารักๆก็โอเคนะ ชอบๆ ^^ )

...มีอยู่แค่นี้จริงๆนะ...

ซึ่งน้องๆก็จะโดนหลอกให้ซื้อของแพงๆในตอนเช้า แล้วพอตอนบ่ายและตอนเย็นราคาของมันก็จะตกลงมาเอง...
ซึ่งมันเป็นเวลาที่น้องๆหลายคนกลับบ้านไปแล้ว

น่าน... เด็กๆทั้งหลาย โดนหลอกซื้อไปแล้วสินะจ๊ะ.... 

แต่เอาเถอะจ๊ะ เพราะเงินที่พวกพี่ๆได้ไป เค้าก็เอามาจัดกิจกรรมให้น้องๆแหละค่ะ ไม่ได้เอาไปใช้ส่วนตัวแต่อย่างใด


วันแรกพบคณะ
เป็นวันที่น้องๆเฟรชชี่จะได้มารู้จักกับเพื่อนๆ พี่ๆ  กอ.ศ. (อยากรู้ว่าคืออะไรก็จงมา ^ ^ ) และได้ลงชื่อสมัครเป็นสมาชิกฝ่ายต่างๆของคณะ (ซึ่ง  คนที่ทำงานจริงๆมีเพียงหยิบมือ เพราะส่วนใหญ่ก็ขี้เกียจ - -+)

ตัวเจ้าของบล็อก ลงสมัครกีฬาฟันดาบค่ะ ^ ^

ซึ่งการลงชื่อฝ่ายนี้มันเจ๋งมากเลยจอร์จจ!! เพราะเราจะได้รับสิทธิ์ในการเป็นนักกีฬาลงแข่งขันในกีฬาน้องใหม่สามัคคี (เรียกกันทั่วๆไปว่ากีฬาเฟรชชี่) และจะได้ข้ออ้างในการโดดห้องเชียร์!! (อ้าว - - )เพื่อไปซ้อมกีฬาเตรียมตัวแข่งขันยังไงล่ะคะ

แต่ปีนี้ พี่เองก็ไม่ทราบนะคะว่าพี่ๆปี 2 เค้าจัดอะไรให้น้องๆบ้าง ต้องไปดูกันเองล่ะเน้อ (คนแก่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมคณะแล้ว... ขอลา ฟิ้ววว)

อ้อ น้องๆคนใดสนใจกีฬาฟันดาบก็อย่าลืมลงชื่อไว้ล่ะ แล้วเจอกันในห้อง 503  เดี๋ยวจะโผล่หน้าไปทักทาย อิๆ
 
 
รับน้องก้าวใหม่
เป็นรับน้องรวมใหญ่มากๆ ยิ่งใหญ่อลังของมหาวิทยาลัย  โดยจะแบ่งเป็นบ้านๆให้น้องๆเลือกบ้านรับน้องเข้ากันเองตามใจชอบ(เดี๋ยวนี้ให้เลือกเองแล้วใช่มะ...?? ) กินเวลากว่า 3 วัน 2 คืนเลยทีเดียวนะคะ!!!

เรียกได้ว่า เป็นอีเวนท์ที่ยิ่งใหญ่สุดๆของจุฬาเลยนะคะ!!! ใครไม่ไปเสียทีที่ติดจุฬาสุดๆ


นี่แหละค่ะจะเป็นโอกาสหาแฟนเลยนะเด็กๆ เล็งหนุ่มเล็งสาวคณะอะไรไว้รีบไปรับน้องใหญ่จุฬากันซะนะคะ!!!!


เชื่อว่าถ้าไปถามรุ่นพี่ส่วนใหญ่ก็คงคิดกันเยี่ยงนี่แหละ...
แต่พอดีว่าปอรั่วเป้นคนที่ไม่สนใจจะหาแฟน และไม่สนใจรับน้องอะไรทั้งสิ้น
ประกอบกับตอนที่เค้ามีงานรับน้อง 3 วัน 2 คืนกัน ปอรั่วคางทูมแดก นอนปวดกรามไข้ขึ้น ตัวร้อน เช็คอินเข้าโรงพยาบาลมิชชั่นไปรับน้ำเก๊กฮวยทางเส้นเลือดเป็นจำนวน 3 วัน 2 คืน พอดีเป๊ะ... ไม่ได้ไป ฮิๆ
จนบัดนี้เวลาโดนถามว่าอยู่บ้านอะไร  ก็จะลอยหน้าลอยตาบอกว่า "ไม่มี" ... ไม่เดือดร้อนค่ะ ^ ^''(แต่สำหรับคนที่เดือดร้อน ก็ไปเถอะค่ะ ไปรู้จักเพื่อนๆมันก็ไม่แย่หรอก)

ห้องเชียร์คณะ
ตอนเรายังเป็นเด็กม.ปลายอยู่ ได้คุยกับรุ่นพี่คนนึงที่ติดจุฬาไปแล้ว แล้วเค้ามาบ่นเรื่องห้องเชียร์ให้ฟัง 

เค้าบอกว่าเป็น "ห้องเชี่ย"  แต่ก็ไม่ได้เล่าอะไรอีก บอกว่า "เข้าไปเดี๋ยวก็รู้เอง"

เอาล่ะสิ... กูกลัววว ห้องเชียร์นี่มันอะไรวะ  ถ้าได้ยินแต่ชื่อจะคิดว่ามันเป็นห้องที่เอาเด็กปี 1 ไปร้องเพลงซ้อมเชียร์กีฬาสี ประเภท เย้ยฟ้า ท้าดิน ได้ยิน ถึงสวรรค์.... อะไรประมาณนี้   
แถมยังมีเพื่อนบางคนมาหลอกอีกว่า...
ห้องเชียร์เนี่ยนะ  มันคือห้องที่เอาพี่หน้าโหดๆประมาณเชียร์ลีดเดอร์ชายม.ปลายจากเกมโอเอนดัน (ใครไม่รู้จักเกมนี้ จิ้มเสีย) มาว้ากๆใส่หน้าเรา  สอนเราร้องเพลงแล้วก็เต้นแบบในเกมนั่นแหละให้ดู...

... โอ บุดด้า... แค่นึกภาพก็สยองชิบหายวายป่วงแล้วค่ะ....


แต่จริงๆแล้วไม่ใช่นะคะเด็กๆ

ห้องเชียร์ก็คือ... ห้องที่ให้น้องๆมานั่งรวมกัน เพื่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกัน ร้องเพลงร่วมกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน และรับผิดชอบร่วมกัน

นี่คือ definition ที่ครอบคลุมห้องเชียร์ของทุกคณะมากที่สุดแล้วนะตามความพยายามของเรา  เพราะห้องเชียร์ของแต่ละคณะก็มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป
ห้องเชียร์บางคณะก็ห้องว้ากดีๆนี่เอง

แต่บางคณะก็ไม่ว้ากนะ แค่โหด... (คณะอักษรศาสตร์เองก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ อิๆ)

บางคณะก็ชอบสร้างดราม่า (ทั้งในความมหายที่แปลว่าละคร และในความหมายที่ว่า...มันดราม่าอ่ะ) มาบีบน้ำตาเด็กๆกัน ก็อะนะ แยกแยะกันเอาเอง  แต่พอดีปอรั่วเป็นคนแข็งกระด้างมากเลย... พอเจอก็เลย... เฉ้ยเฉย...

แต่จุดประสงค์หลักก็คือ ร้องเพลง ทำกิจกรรม รู้จักพี่ รู้จักเพื่อน อะไรประมาณนี้แหละ...

อนึ่ง  ปอรั่วโดดห้องเชียร์เป้นจำนวนกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนครั้งทั้งหมดเพราะว่า "ต้องไปซ้อมกีฬาเพื่อเตรียมแข่งกีฬาเฟรชชี่"

ส่วนใครไม่มีภาระอะไร เข้าๆไปเถอะห้องเชียร์น่ะ  เดี๋ยวร้องเพลงสถาบันไม่ได้ไม่รู้ด้วยนะ....  บอกไว้ก่อนเลยว่าเพลงเพราะๆหลายเพลงมาก

++++++++++++++++++++++

อืมม... รู้สึกว่ามันชักจะยาวไปแล้วนะเอนทรี่นี้  ไว้เขียนพาร์ท 2 ดีกว่านะคะ ^ ^   (ถ้าได้รับเสียงตอบรับที่ดีพอ อิๆ)

edit @ 11 May 2011 16:33:05 by PoRi[RubyDragon]

2011/May/06

สวัสดีค่ะทุกคน ปอรั่วคืนชีพใน exteen ค่ะ หลังจากที่ตายไป... นานเท่าไหร่แล้วจำไม่ได้  สองปีกว่าได้รึเปล่านะ...

ระหว่างที่หายไปนี่เกิดเรื่องขึ้นหลายอย่างจริงๆค่ะ  ไม่น่าเชื่อเลยว่าชีวิตนิสิตในรั้วจามจุรีจะสอนอะไรเราเยอะกว่าที่คิดไว้ 

ไม่ใช่แค่เรื่องวิชาการ ไม่ใช่แค่เรื่องการใช้ชีวิตในสังคม...  รั้วจามจุรียังสอนเราอีกว่าการ "ความรัก"  มันต้องใช้อะไร และต้องอดทนเรื่องอะไร

และทำให้เรารู้อีกด้วยว่า  ที่เค้าพูดๆต่อกันมาว่า "ผู้หญิง รักเริ่มจาก 0 ถึง 100 แต่ผู้ชาย รักเริ่มจาก 100 ไป 0" เนี่ย มันเป็นเรื่องจริงนะ

ที่อยู่ดีๆคิดจะเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะได้ไปอ่านเอนทรี่นี้ของคุณบองเต่าค่ะ (ขออ้างอิงถึงนะคะ)

ใช่แล้ว... หลังจากที่เราหายไปจากบล็อกนี้ 2 ปี ระหว่างเราก็ไปมีแฟนมาค่ะ  แต่หลังจากเลิกกันแล้ว เราไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย  เราไม่เหมือนคู่คุณบองเต่าที่เราไม่สามารถเป็นเพื่อนกับเค้าคนนั้นได้  เป็นแค่คนรู้จักก็ไมได้ค่ะ 

ฟังดูเหมือนแย่ แต่จริงๆแล้ว กลายเป็นคนที่ไม่เคยรู้จักกันเลยมันก็ดีนะคะ

+++++++++++++++++++

เรากับเค้า เริ่มจากการเป็นรุ่นพี่ และรุ่นน้องค่ะ

เดาว่าเค้าเป้นรุ่นพี่สินะ  ผิดดดด  เราค่ะเรา เราเป็นรุ่นพี่  ผู้หญิงแก่กว่า ผิดขนบตั้งแต่แรกแล้วใช่มะ 555+ (ถึงสมัยนี้จะค่อยๆเป็นเรื่องปกติขึ้นเรื่อยๆก็เถอะนะ)

ไม่ขอเล่ารายละเอียด รู้เพียงแต่ว่าเราก็ตกลงเป็นแฟนกับเค้า หลังจากที่เค้าได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่าเป็นเด็กซื่อๆ ขี้อาย คุยไม่ค่อยเก่ง ขยันเรียน เรียนเก่ง ไม่กินเหล้า(ซึ่งหาได้ยากเหลือเกินในผู้ชายสมัยนี้) ไม่สูบบหรี่ทุ่มเทกับการจีบเราดี และเค้าไม่ถือสาอะไรเรื่องที่เราเป็นสาวฟุโจฉิ

แล้วความสัมพันธ์ สรรพนาม คำทักทายตอนเจอหน้ากันของเราสองคนมันก็เปลี่ยนข้ามขั้นอย่างปุบปับจากหน้ามือ เป็นหลังมือ

จาก "น้อง... "  เป็น "..." เฉยๆ โดยไม่มีคำขึ้นต้นชื่อ
จาก "พี่ปอ" เป็น "ปอ" ห้วนๆ
จาก "พี่ปอ หวัดดีคร้าบบ"  เป็น "ปอ หวัดดี"
จาก "สวัสดีจ๊ะ ^ ^"  (เป็นคำที่เราใช้ทักรุ่นน้องทุกคนเวลารุ่นน้องทักทายหรือยกมือไหว้)  เป็น  ยิ้ม และโบกมือเฉยๆ ไม่พูดอะไร (วิธีปกติที่เราใช้ทักทายเพื่อน)

คือ เปลี่ยนจากรุ่นพี่-รุ่นน้อง  ไปเป็น "แฟน" เลยนั่นแหละค่ะ  ไม่มีช่วงเวลาที่เป็น "เพื่อน" กัน

...และนี่ล่ะมั้งที่เป็นความผิดพลาดของเราทั้ง 2 คน

เรื่องระหว่างที่คบกัน เราจะไม่เล่า  เอาเป็นว่ามันก็เหมือนกับคนคบกันเป็นแฟนทั่วๆไปแหละค่ะ  มีความสุข ทะเลาะกัน ร้องไห้ คืนดี ทะเลาะกัน ร้องไห้ คืนดี มีความสุข

แต่ตอนเราถูกเค้าทิ้ง... เราไม่ได้อยู่ในช่วงที่ความสัมพันธ์ย่ำแย่ หรืออะไรเลย...
ตรงกันข้าม  เราคิดว่าทุกอย่างมันกำลังดีขึ้น (หลังจากทะเลาะกันหนักหน่วงมากๆจนเสียน้ำตาไปหลายลิตร)
...แล้วอยู่ดีๆ เราก็โดนเค้าบอกเลิกกลางอากาศเลยค่ะ

เรา : เราทำอะไรผิดหรอ
เค้า: ปอไม่ได้ทำอะไรผิด เราแค่รู้สึกว่าปอไม่ใช่

ทุกท่านคิดว่าเราจะเข้าใจอะไรง่ายๆไหมคะ คิดว่าเราเป็นคนดีใช่ไหมคะ ...

เปล่าคะเปล่า  เราโกรธ  เหวี่ยงเป็นนางอิจฉาในละครเลยค่ะ  เราคาดคั้นอะไรจากเค้าหลายๆอย่าง  ถามว่าทำไมอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วถ้าอย่างนั้นมาจีบชั้นก่อนทำไม  มาทำให้ชีวิตชั้นปั่นป่วนทำไม  ทั้งๆที่ถ้าไม่มีคนอย่างแกเข้ามานี่นะ ชั้นก็อยู่เป็นโสดของชั้นไปได้เรื่อยๆ ไม่เหงา แล้วตอนนี้ก็ไม่ต้องมาเสียใจด้วย  บลาๆๆๆ

ซึ่ง นั่นแหละค่ะ ไม่ว่าเค้าจะตอบอะไรมา  คนมันเสียใจและโกรธอยู่ ไม่มีสติแล้วมันฟังแล้วเข้าใจท่ไหน


หลังจากนั้นก็เป็น begging-him-to-stay stage   ศักดิ์ศรีไม่เหลือแล้วค่ะ  รู้แต่ว่า ทำยังไงก็ได้ให้เค้าอยู่ต่อ 555+  เป็นช่วงที่คิดว่า  "ชั้นผิด ชั้นแย่ ชั้นไม่ดี เค้าถึงทิ้งชั้นไป"
 
 
เราเป็นเพื่อนกันต่อได้ประมาณอาทิตย์นึง เค้าก็ทำท่าเหมือนจะกลับมาค่ะ  แต่แล้วก็หลุดไปจริงๆ และได้ทิ้งคำพูดกับการกระทำที่ทำร้ายจิตใจมากๆทิ้งท้ายไว้ด้วย ซึ่งไม่ขอพูดถึง ^ ^

หลังจากนั้นเราก็ไล่ล็อบบี้ทุกอย่าง ลบรูปทุกรูปที่ถ่ายด้วยกัน  ลบแมสเสจที่เคยได้รับ เคยส่งหา ลบอีเวนท์ต่างๆที่มาร์คไว้ในมือถือ  เอาของที่เค้าให้มาไปทิ้ง ขนของออกจากล็อกเกอร์ห้องชมรมที่ใช้ด้วยกัน บลาๆๆๆ


ช่วงนี้เป็นเป็นช่วงที่คิดว่า "ชั้นไม่ผิด มันต่างหากที่ผิด พฤติกรรมเลวมาก ยังไม่ทันเลิกกับชั้นเลยแล้วไปมองคนอื่นเนี่ยนะ เลวๆๆๆ"  (อ้าว... นี่เราหลุดปากบอกพฤติกรรมทำร้ายจิตใจของไปแล้วนะเนี่ย 555+ )

มันลุกลามไปถึงขั้น ลบเบอร์ในมือถือ และลบออกจากลิสต์เฟรนด์ในเฟซบุ๊ค

เรียกได้ว่า กะจะไม่ให้หลงเหลือร่องรอยเลยว่าเราเคยรู้จักกัน
 


ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการกระทำของเราทั้งหมดค่ะ  เค้าไม่เกี่ยวและไม่รู้เรื่องเลย 555+

เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่ได้รับเหตุผลที่ดีพอในการขอเลิก และเค้าไม่ได้อธิบายให้เราเข้าใจ  เราเลยรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง  เพื่อนหักหลังยังรู้สึกแย่เลยค่ะ  นี่คนรักหักหลังกัน  มันก็คงรู้สึกเท่าทวีคูณ

และอีกอย่าง...  จะให้กลับไปเป็นแบบเดิม...   ไม่ได้ค่ะ   อย่าลืมนะว่าเราไม่เคยเป็นเพื่อนกัน จะกลับไปเป็นเพื่อนกันคงไมได้

และจะให้ถอยกลับไปเป็นรุ่นพี่กับรุ่นน้อง... มันก็เป็นการถอยหลังที่ข้ามขั้น และดูกระอักกระอ่วนใจยังไงไม่รู้สิเนอะ....

ดังนั้น เราเลยตัดสินใจว่า  ก็ทำเป็นเหมือนกับว่าเรื่องที่เราเคยเจอกันและเคยคบกันไม่เคยเกิดขึ้นแล้วกัน


แน่นอน จะให้ลืม มันไม่ลืมหรอกค่ะ  จำได้ทุกอย่างแหละ (แม้ตอนนี้จะลืมเบอร์มือถือเค้าไปแล้วก็เถอะ แต่ยังจำได้ว่าการ์ตูนเรื่องโปรดของเค้าคือวันพีซ ตัวการ์ตูนที่เค้าชอบคือชอปเปอร์ จำวันเกิดได้ถ้าให้เวลานึกซัก3 วิ จำวันที่เริ่มคบกันได้แต่ต้องนั่งนับนิ้วนิดหน่อย )

ซึ่งก็โชคดี ด้วยว่าถ้าเค้าลาออกจากชมรมไป และต่างคนต่างใช้ชีวิตกัน โอกาสแทบเจอหน้ากันก็ไม่มีแน่ๆอยู่แล้ว (อยู่กันคนละคณะ คนละชั้นปี ตอนคบกันปกติก็เจอกันในชมรม และก็นัดเจอกันนอกรอบเอาเอง) ทำให้เราไม่ต้องเจ็บไปมากกว่านี้

++++++++++++++++

และหลังจากเราถอยออกมา  ต่างคนต่างใช้ชีวิตกัน  เราก็มีสติมากขึ้น
ก็ทำให้เราคิดได้ว่า

"เราไม่ได้ผิด และเค้าก็ไม่ได้ผิดเหมือนกัน
ที่ผิดคือ ช่วงเวลา  ที่ทำให้เรามาเจอในตอนที่เราทั้ง 2 คน ยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอที่จะมีความรักทั้งคู่"
 
การได้ถอยออกมา ต่างคนต่างใช่ชีวิตอยู่โดยทำเป็นคนไม่รู้จักกัน  ไม่ต้องรู้ความเคลือนไหวของเค้า ไม่ต้องรู้ว่าเค้าไปทำอะไรบ้างหลังจากเลิกกับเราไปแล้ว  มันก็ทำให้เรามีสติ และคิดอะไรต่างๆได้มากขึ้นนะคะ ^ ^
และเราก็ยังหวังว่า เรากับเค้าก็จะยังคงเป็นคนที่ไม่รู้จัก และไม่เคยเจอกันต่อไปแบบนี้แหละดีแล้ว เพราะเราะเจอหน้าเค้าอีกล่ะก็ ความรู้สึกดีๆตอนยังคบกันอยู่ กับเค้าเสียใจตอนโดนทิ้ง มันคงจะตีกันจนมั่ว แล้วเราก็คงห้ามน้ำตาตัวเองไม่ได้แน่ๆค่ะ ^ ^

+++++++++++++

เราหายโกรธเค้าแล้วแหละค่ะ  (ซึ่งเราก็ไม่ควรโกรธอยู่ตั้งแต่แรกแล้วแหละนะ)
บางคนเหมาะจะเป็นเพื่อนที่ดีมากกว่าแฟน
แต่บางคน ก็เหมาะที่จะไม่เป็นอะไรเลย แม้กระทั่งคนรู้จักกันค่ะ ^ ^
 
 
+++++++++++++

เค้าคงไม่เข้ามาอ่านหรอก แต่ถ้าคนรู้จักของเค้าผ่านมาล่ะก็
ฝากไปบอกหน่อยนะคะว่า
ขอบคุณมากๆนะคะ น้องเป็นครูคนแรกของพี่เลยล่ะ ที่สอนให้พี่รู้จักเรื่องนี้

....แล้วถ้าบังเอิญว่ามีวันใดที่โชคชะตาเล่นตลกให้เราต้องเจอหน้ากันล่ะก็  ไม่ต้องเข้ามายกมือไหว้แล้วทักว่า "พี่ปอ สวัสดีครับ" หรอกนะจ๊ะ  ^^ คุณน้อง ช่วยเดินผ่านไปเหมือนเดินผ่านคนที่เจอบนรถเมล์รถไฟฟ้านั่นแหละ
 

 

edit @ 6 May 2011 11:03:44 by PoRi[RubyDragon]

2009/Jul/26

 ท่าทางฉันจะว่างจริงๆด้วย....

 พอดีว่า ต้องทำรายงานเกี่ยวกับประเทศเยอรมัน เลยไปขุดแผ่นที่เก็บรูปถ่ายตอนไปเที่ยวที่นู้นไว้มาดู  แล้วก็ไปเจอรูปที่เหมาะเหม็งเข้า

 

ก็เลยขอเล่นด้วยคนละกันนะ!!!

กติกา

1.  ถ่ายรูป "สัตว์" ที่ชอบหรือที่คิดว่าสวย ตัวอะไรก็ได้ เพียง 1 รูป ลงในบล็อกของท่านครับ
2.  ตั้งชื่อภาพ และมีคำบรรยายใต้ภาพนิดหน่อยครับ
3.  สิ้นสุดกิจกรรมนี้ วันที่ 25 กรกฎาคม 2552 ครับ
4.  เมื่อท่านนำลงบล็อกของท่านแล้ว รบกวนใส่ Tag ว่า "EGPhoto" นะครับ

 

 

ชื่อภาพ อยากกินก็มาแย่งสิ!

 

ลิงอะไรสักอย่าง ถ่ายมาจากพิพิธภัณฑ์ที่ไหนสักที่ในเยอรมัน (ไปมานานแล้ว ลืมค่ะ=w='') มันมาเคี้ยวตุ้ยๆโชว์เราเลย ก็เลยถ่ายรูปเก็บไว้ซะหน่อย  ถ่ายอีท่าไหนไม่รู้ - -+ ออกมาได้เป็นแบบนี้  เห็นกี่ทีก็ฮาตลอด

สงสัยจังว่าไอ้วัตถุสีเขียวเละๆ เหลวๆในปากน้องลิงมันคืออะไรวะ -*-

เห็นแล้วนึกถึงการ์ตูนฝรั่งช่องการ์ตูนเน็ตเวอร์กที่ชอบเล่นมุกโสโครกๆเลยแฮะ (พวก บิลลี่ แมนดี้  - - เทือกๆนั้น)

หงิงงง เพิ่งสังเกตว่าหมดเขตแล้ว  แต่เห็นรูปแล้วอยากโชว์ ไม่ได้ร่วมกิจกรรมก็ไม่เป็นไรคะ^ ^''

 


 
 

 

 

 

edit @ 26 Jul 2009 22:18:28 by PoRi[RubyDragon]